ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ลามธุรกิจภาค SMEs คาดกระทบรายได้ถึงสิ้นปีนี้ หดไปกว่า 3แสนถึง 6 แสนล้านบาท สาขาท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องรับกรรมสูงสุด จี้ภาครัฐเร่งสร้างความชัดเจนหยุดกระแสตื่นกลัว ขณะที่ยอดส่งออก 6 เดือนแรก ลดกว่า 8 แสนล้าน คาดทั้งปีติดลบ 10%
ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยว่า ผลกระทบจากการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 คาดว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันจนถึงปลายปีพ.ศ.2552 จะทำให้รายได้รวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยทั้งประเทศ ที่คาดการณ์ไว้ว่าตลอดทั้งปีจะมียอดรายได้รวมกว่า 6.6 ล้านล้านบาท ลดลงประมาณ 5-10% หรือคิดเป็นเงินกว่า 3 แสนล้านบาทถึง 6 แสนล้านบาท และหากสถานการณ์ระบาดของโรครุนแรงมากขึ้น รวมถึงยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จะทำให้รายได้รวมของเอสเอ็มอีลดลงไปอีก ซึ่งจะมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์การระบาด
ทั้งนี้ สาขาธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบสูงสุด คือ ท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ต สินค้าที่ระลึก ร้านอาหาร สัมมนา บันเทิง ฯลฯ นอกจากนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะรุนแรงกว่าผู้ประกอบการราย ใหญ่ เนื่องจากเอสเอ็มอีมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน เช่น ศักยภาพการแข่งขัน การบริหารธุรกิจ และที่สำคัญจากข้อมูลความเป็นจริงพบว่า เอสเอ็มอีกว่า 98% ใช้ทุนส่วนตัวในการทำธุรกิจ มีเพียง 2% เท่านั้นที่ทำธุรกิจโดยอาศัยทุนสถาบันการเงิน ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จะทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง และขาดเงินทุนหมุนเวียนได้เร็วกว่า ซึ่งเป็นภาวะเสี่ยงอย่างมากต่อการประกอบธุรกิจ
ดร.ณัฐพล ระบุด้วยว่า สิ่งสำคัญขณะนี้ภาครัฐต้องเร่งสร้างความชัดเจนถึงแนวทางแก้ปัญหาการระบาดของ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 เนื่องจากลักษณะนิสัยของคนไทยส่วนใหญ่จะตื่นตระหนกได้ง่าย หากแนวทางแก้ไขไม่ชัดเจน จะยิ่งก่อความสับสนให้ประชาชน ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจมากขึ้นไปอีก
ทั้งนี้ ในส่วนของสถานการณ์ส่งออกของภาคเอสเอ็มอี ไตรมาสที่ 1 ยอดส่งออกรวมมีมูลค่าเพิ่ม 2% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ส่วนไตรมาส 2 ยอดส่งออกลดลงถึง 27% รวม 2 ไตรมาส หรือ 6 เดือนแรก ยอดส่งออกของเอสเอ็มอี ลดลง 13% คิดเป็นมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท
สำหรับคาดการณ์ส่งออกในไตรมาส 3 คาดว่าจะลดลงอีก 20% ขณะที่ไตรมาส 4 จะดีดตัวขึ้นมาเล็กน้อยประมาณ 5% จากคำสั่งซื้อที่มาตามเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ เป็นต้น โดยมียอดส่งออกติดลบประมาณ 15% และเมื่อรวมทั้งปีแล้ว คาดว่า มูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอีไทย จะลดลงประมาณ 10% จากปีแล้ว ซึ่งมีมูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท ทำให้ยอดส่งออกปีนี้ของเอสเอ็มอีมีมูลค่าเหลือประมาณ 1.53 ล้านล้านบาท
“แนวโน้มส่งออกของเอสเอ็มอีในช่วงไตรมาสแรก ยังถือว่าอยู่ในระดับดี แต่หลังจากเข้าไตรมาส 2 ทิศทางกลับแย่ลง ต่างกับรายใหญ่ที่ไตรมาสแรก ส่งออกหดไปกว่า 34% แต่ไตรมาส 2 เหลือลบ 10% แสดงให้เห็นว่า รายใหญ่มีการปรับตัวได้ดีกว่าเอสเอ็มอี อีกทั้งแนวโน้มในครึ่งหลัง การส่งออกของเอสเอ็มอีจะยังไม่ดีนัก ขณะที่รายใหญ่จะปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ”
-Manager Online-
บิ๊ก ปตท.เปิดแผนการลงทุนปี 52 ใช้ราคาน้ำมันโลก 3 ระดับ กำหนดทิศทาง โดยที่ระดับราคาน้ำมันบาเรลละ 55-60 ดอลลาร์ ปตท.ยังคงระดับการลงทุนไว้เท่าเดิม เตรียมเข็นหุ้นกู้ 3 หมื่นล้าน คาดเปิดขายปลายเดือน ก.ค.นี้
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวถึงแผนการลงทุนของ ปตท.ขณะนี้ แบ่งออกเป็น 3 สมมุติฐาน ตามภาวะเศรษฐกิจ โดยสมมุติฐานแรก ถ้าราคาน้ำมันโลกอยู่ที่ระดับ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปตท.จะชะลอการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนมาก
สมมุติฐานที่ 2 ราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับราคา ณ ปัจจุบัน การลงทุนจะคงไว้ตามแผนการลงทุนเดิม และสมมุติฐานที่ 3 ราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อเรล ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะขึ้นทดสอบระดับดังกล่าว
โดยราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นจะถือว่าส่งผลดีต่อธุรกิจน้ำมัน พร้อมคาดการณ์ว่า ภายในระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า ราคาน้ำมันจะยืนเหนือระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นายเทวินทร์ กล่าวว่า บริษัทเตรียมที่จะออกหุ้นประมาณปลายเดือนนี้ (กรกฎาคม) วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท แต่ทั้งนี้หากความต้องการหุ้นกู้มีเกินกว่าวงเงินดังกล่าว ก็ได้เตรียมกรีนชู ออปชั่น หรือหุ้นส่วนเกินไว้ 5 พันล้านบาท โดยจะเริ่มเปิดจองได้ประมาณสัปดาห์หน้า ซึ่งเงินจากการออกหุ้นกู้จะทำมารองรับการลงทุนในอนาคต และแบ่งรีไฟแนนซ์บางส่วน
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร ปตท.ระบุว่า ปีนี้ ปตท.มีแผนที่จะออกหุ้นกู้ กับการกู้เงินสถาบันการเงินรวมวงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ต้นปีได้ออกหุ้นกู้ไปแล้ว ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งแผนการกู้เงินจากสถาบันการเงินไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาท
-Manager Online-
ญี่ปุ่นจีบนักธุรกิจไทยลงทุน 100% ในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก กับธุรกิจชิ้นยานยนต์ อาหารและค้าปลีก ระบุไทยผลิตรถยนต์กระบะและอีโคคาร์ได้ดี…
วันนี้ (17 ก.ค.) นายวัชระ พรรณเชษฐ์ ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) กล่าวว่า จากการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นและหารือกับนายโยชิกาวา ทาคาโมริ รมช.กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม หรือเมติ ของญี่ปุ่นได้ให้ความร่วมมือเป็นพิเศษใช้องค์การส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศญี่ปุ่น เปิดขยายความร่วมมือในการสนับสนุนให้บริษัทของไทยไปลงทุนในประเทศญี่ปุ่นได้ ถึง 100% ในธุรกิจ 3สาขา ที่ญี่ปุ่นไม่เคยเปิดประเทศแบบนี้มาก่อน คือ ชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจอาหารและการแปรรูปอาหาร ธุรกิจค้าปลีกและการจัดจำหน่าย อย่างไรก็ตามในกิจการชิ้นส่วนยานยนต์ รัฐบาลญี่ปุ่นชื่นชมประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์กระบะ และอีโคคาร์
ผู้ แทนการค้าไทย กล่าวต่อว่า การเปิดบริษัทในประเทศญี่ปุ่นจะเท่ากับเป็นการเปิดตลาดใหม่กับบริษัทของ ไทยส่วนธุรกิจอาหารและแปรรูปอาหาร จะเป็นการต่อยอดครัวไทยสู่ครัวโลก และเป็นโอกาสที่ดีมากต่อการแก้ไขปัญหานำเข้าอาหารในประเทศญี่ปุ่นที่มี กฏเกณฑ์เรื่องการความปลอดภัยในอาหารที่สูงมาก เพราะการไปเปิดบริษัทผลิตในญี่ปุ่นจะได้สิทธิเช่นเดียวกับบริษัทของญี่ปุ่น เองส่วนการลงทุนในธุรกิจค้าปลีกและการจัดจำหน่ายจะช่วยเพิ่มช่องทางในการขาย สินค้าไทยในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย ขณะเดียวกันจากการหารือกับนายอัทสุชิ ไซโตประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งโตเกียว ได้เชิญชวนให้นำบริษัทไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดทรัพย์โตเกียวและตลาดทางเลือก ที่ 2 ซึ่งใช้กฏเกณฑ์แบบสากลและใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้สะดวกต่อบริษัทไทยในการระดมทุน
ด้านนายเกียรติ สิทธิอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า จากความร่วมมือของสำนักผู้แทนการค้าไทย สำนักงานส่งเสริมการลงทุน ทำให้มีนักลงทุนบาเรนห์ตัดสินใจเข้ามาลงทุนธุรกิจโรงแรมของไทยมูลค่าถึง 10,000 ล้านบาทโดยได้ยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว เพื่อสร้างโรงแรมใหม่ย่านสยามสแควร์โดยใช้เชนแคมเปญสกี และซื้อโรงแรมแถบสุขุมวิท เปลี่ยนเป็นเชนโซฟิเทล นอกจากนี้ มีนักธุรกิจบาเรนห์สนใจลงทุนธุรกิจปิโตเคมีในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ของไทยด้วย
-ไทยรัฐ-