นักวิจัยแคนนาดา พบว่า การดื่มสุราจัดจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดต่างๆ ถึง 6 ชนิด ชี้มะเร็งที่หลอดอาหาร กับตับน่ากลัวที่สุด…
ผลการศึกษาแสดงให้ เห็นอิทธิฤทธิ์ของเหล้า ที่อาจจะทำให้ป่วยเป็นมะเร็งได้เป็นครั้งแรก บอกให้รู้ว่า การกินเหล้าอย่างหนัก จะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งของหลอดอาหารมากถึง 7 เท่า หมิ่นเหม่กับมะเร็งลำไส้ร้อยละ 80 และล่อแหลมกับมะเร็งปอดถึงร้อยละ 50
รายงานผลการศึกษาของคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ และมหาวิทยาลัยมอนทรีลแห่งแคนาดา เผยว่า การดื่มจัดจะทำให้ล่อแหลมกับมะเร็งชนิดต่างๆ ถึง 6 ชนิด แต่หากว่าดื่มเพียงขนาดปานกลาง หรือเป็นเหล้าไวน์ จะไม่เป็นแบบเดียวกัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์แอนเดรีย เบนเนดติ หัวหน้าคณะ กล่าวบอกว่า “ผลการ ศึกษานับว่าน่าตกใจ เราได้พบว่า อันตรายของมะเร็งหลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้ ปอด ตับอ่อน และต่อมลูกหมากมีอยู่สูงขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งของหลอดอาหารกับตับ จะยิ่งน่ากลัวที่สุด
-ไทยรัฐ-
สธ.ปรับแนวทางการให้ยา “โอ เซลทามิเวีย” เน้นกลุ่มเสี่ยง และ ผู้ที่มีอาการรุนแรงขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่อาการไม่รุนแรง จะไม่รับตัวไว้ในรพ.”วิทยา”เดินสายติดตามผลการเปิดช่องทางด่วนสำหรับผู้ป่วย โรคทางเดินหายใจพบปชช.พอใจกว่า 80%
น.พ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการป้องกันควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ 2009 เอ /เอช 1 เอ็น 1 ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ปรับแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีไข้ ร่วมกับไอ เจ็บคอหรือมีอาการอื่นๆ เพื่อลดการเสียชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งแนวทางดังกล่าวได้จัดส่งให้โรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งคณะแพทยศาสตร์ต่างๆ ให้ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งแนวทางนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับองค์การอนามัยโลกที่ให้ประเทศสมาชิก ทั่วโลกใช้เช่นกัน
รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านวิชาการและการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า ได้จัดทำแนวทางในการดูแลผู้ป่วยดังกล่าว โดยจัดแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1.ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีอาการปอดอักเสบ ซึมผิดปกติ รับประทานอาหารไม่ได้หรือได้น้อยกว่าปกติ หรือมีปัญหาร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงของการป่วย ให้รับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลและให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์เร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ กลุ่มที่ 2. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง และเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรครุนแรงซึ่งมี 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และกลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง เช่นโรคระบบทางเดินหายใจได้แก่โรคถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ โรคธาลัสซีเมีย ที่ทำให้ภูมิต้านทานโรคในร่างกายต่ำ รวมทั้งผู้ป่วยที่ต้องกินยาแอสไพรินมาเป็นเวลานานเช่นผู้ป่วยโรคหัวใจเพื่อ ป้องกันเลือกแข็งตัว และผู้ที่มีอ้วนมาก ให้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด อย่างน้อย 48 ชั่วโมง และพิจารณาให้ยาโอเซลทามิเวียร์ ถ้ามีอาการรุนแรงขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงแรกหรืออาการไม่ดีขึ้นหลังจาก 48 ชั่วโมงไปแล้ว ส่วนกลุ่มที่ 3. เป็นผู้ป่วยที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง แนะนำวิธีการดูแลที่บ้าน ให้ยารักษาตามอาการ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาการจะหายได้เองภายใน 3 -5 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นและมีอาการคือ หายใจเร็ว หายใจลำบาก ซึมผิดปกติ กินไม่ได้ หรืออาการไม่ดีขึ้นในวันที่ 3 ของการป่วย แนะนำให้ผู้ป่วยรีบมาพบแพทย์ทันที
รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี กล่าวว่า หลักเกณฑ์ในการให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ ในรายที่อายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป จะให้ตามขนาดน้ำหนักตัว ขนาดตั้งแต่ 25 - 75 มิลลิกรัม กินวันละ 2 ครั้ง หากอายุต่ำกว่า 1 ปีจะให้ตามช่วงอายุ คือ ต่ำกว่า 3 เดือน , 3-5 เดือนและ 6-11 เดือน ให้กินขนาด 12 - 25 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ในการเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการจะเน้นเฉพาะในรายที่มีอาการ รุนแรงที่มีปัญหาปอดบวมหรือรายที่รับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น
วันเดียวกัน นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมการให้บริการตรวจผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจแบบรวม ศูนย์เบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจไปยังกลุ่มผู้ป่วยนอก อื่นๆ และเพื่อสามารถให้บริการผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจได้อย่างรวดเร็ว และสามารถคัดกรองกลุ่มเสี่ยง เช่น คนอ้วน เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น หอบหืด โรคเลือด ให้ได้รับบริการอย่างรวดเร็ว รวมทั้งถ้าพบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจะได้รับการดูแลเบื้องต้นและรับไว้ รักษาเป็นผู้ป่วยในต่อไป ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี และโรงพยาบาลสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ว่า การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ขยายไปในหลายประเทศทั่วโลกจนได้รับรายงานผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ทุกวัน สำหรับประเทศไทยปัจจุบันพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา ค่ายทหาร เรือนจำ และในครอบครัวและคาดว่าจะมีการแพร่ระบาดไปทุกจังหวัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อและการติดเชื้อในสถานพยาบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งประชาชนที่มารับบริการในโรงพยาบาลด้วย
นายมานิต กล่าวต่อไปว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้โรงพยาบาลตั้งจุดตรวจผู้ป่วยที่เป็นหวัดหรือสงสัยไข้ป่วยไข้หวัดใหญ่ แยกออกจากห้องตรวจโรคทั่วไปหรือโอพีดี เป็นพื้นที่ซึ่งไม่มีผู้คนพลุกพล่าน สะดวกในการขนส่งผู้ป่วยและสามารถเคลื่อนย้ายเอกซเรย์เคลื่อนที่เข้ามาถึงได้ โดยง่าย โดยจัดระบบเป็น One Stop Service ในพื้นที่เดียวกัน ตั้งแต่การทำบัตร คัดกรอง ตรวจรักษา เอ็กซเรย์ ให้สุขศึกษา จ่ายเงินและรับยา รวมทั้งสถานที่ดูแลผู้ป่วยก่อน admit เป็นผู้ป่วยใน ซึ่งหลังจากได้ดำเนินงานมาระยะหนึ่ง มีผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่มารับบริการคลินิกโรคทางเดินหายใจ ของโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 80.57
-ไทยรัฐ-
หน้ากากอนามัยที่ทำด้วยกระดาษควรเปลี่ยนวันละครั้ง หากไอ จาม ให้ใช้ กระดาษทิชชู หรือ ผ้าปิดปากปิดจมูก ไม่ควรใช้มือป้องจมูกปาก และหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ…
ยอดผู้เสียชีวิตจาก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นในแต่ละวัน จนถึงปัจจุบันต้องหยุดแถลงจำนวนผู้เสียชีวิตรายวัน สร้างความตระหนกอกสั่นขวัญแขวนโดยทั่วกัน และต้องออกมาตรการป้องกันโรคหวัดชนิดนี้กันอย่างเข้มข้น
“หน้ากากอนามัย” เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่ง ที่มีการหยิบยกขึ้นมารณรงค์ให้ผู้ที่ต้องการปกป้องตัวเองให้พ้นจากเชื้อหวัด ได้รู้จักนำมาใช้กัน
ถึงแม้การใส่หน้ากากอนามัยจะเป็นเรื่องง่าย แค่หยิบสวมทับระหว่างปากกับจมูกให้มิดชิดพอดีก็เป็นอันเสร็จพิธีแล้ว แต่ก็อย่าเพิ่งดูแคลนสิ่งที่จะนำมาฝากกันในวันนี้ว่าเอาของง่ายๆมาบอกกัน ทำไม
ลองมารู้จักวิธีใช้หน้ากากอนามัยกันให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคดีกว่า
สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค เผยแพร่วิธีใช้หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อโรค บอกขั้นตอนการใช้ อย่างที่นำไปทำได้ทันทีว่า
ก่อนอื่นต้องล้างมือให้สะอาดก่อนสวม หน้ากากอนามัย ขั้นที่สองจะต้องสวม หน้ากากให้คลุมทั้งจมูกและปาก โดยให้ขอบที่มีลวดอยู่ด้านบนสันจมูกและรอยจีบพับคว่ำลง
หน้ากากอนามัยที่ทำด้วยกระดาษควรเปลี่ยนวันละครั้ง และทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิด
หน้ากากที่ทำด้วยผ้า สามารถซักด้วยน้ำและผงซักฟอก ผึ่งแดดให้แห้งแล้วนำมาใช้ได้อีกที่สำคัญควรหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการไอ จามหรือสั่งน้ำมูก หากหน้ากากชำรุด หรือเปรอะเปื้อนควรเปลี่ยนชิ้นใหม่
ฝากกันอีกสักนิดสำหรับคนทั่วไปที่จะไปตามที่ชุมนุมชนคนหนาแน่น ควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี เช่น ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ
หากมีอาการไอ จาม ให้ใช้ กระดาษทิชชูหรือผ้าปิดปากปิดจมูก หากไม่มีหรือหยิบไม่ทัน ไม่ควรใช้มือป้องจมูกปาก (เพราะหากป่วย เชื้อจะติดอยู่ที่มือ แล้วไปเปื้อนตามสิ่งของต่าง ๆ) ให้ไอจามใส่แขนเสื้อแทน จะช่วยลดการฟุ้งกระจายของฝอยละอองน้ำมูกน้ำลายหรือเสมหะได้ดี
-ไทยรัฐ-