ดับสยอง! เฒ่าปากน้ำ วัย 65 ปี กินขนมเข่ง ขณะดูมวยชิงแชมป์ ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เมื่อช่วงเย็น แล้วเกิดพลาด สำลักติดคอตาย เร่งช่วยปฐมพยาบาลแต่ไม่ทันการ …
เมื่อเวลา 17.30 น. วันนี้ ( 4 ก.ย.) พ.ต.ท.สมปอง ศรีเพ็ชร์ พงส.( สบ.3 )สภ.เมืองสมุทรปราการ รับแจ้งเหตุผู้เสียชีวิต ในบ้านพักเลขที่ 39 ม.6 ซ.บางด้วนนอก ต.บางด้วน อ.เมืองฯ หลังรับแจ้งพร้อมฝ่ายสืบสวน แพทย์เวร รพ.สมุทรปราการ มูลนิธิร่วมกุศลรุดตรวจสอบ ในที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ด้านในกลางบ้านพบศพ นายขีด อ่อนแสง อายุ 65 ปี เจ้าของบ้าน นอนเสียชีวิต สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีเทา โดยมีญาติพี่น้องรายล้อมรอบศพร่ำไห้ เป็นที่น่าสลด นางเจริญสุข อ่อนแสง อายุ 67 ปี ภรรยา ให้การว่า ตนพักอยู่กับสามีและหลานๆรวม 10 คน ก่อนเกิดเหตุราว 16.00 น. สามีได้ลุกเดินไปหยิบขนมเข่ง จำนวน 1 ห่อ ที่ตนซื้อมาเพื่อไหว้เจ้าในวันสารทจีน พร้อมแบ่งไว้รับประทานบางส่วน เพื่อรับประทานระหว่างนั่งชมโทรทัศน์ถ่ายทอดสดการแข่งขันมวยสากลป้องกัน แชมป์ ระหว่างที่รับประทานสามีเกิดอาการคล้ายอาหารติดคอ ก่อนล้มลงนอนแน่นิ่ง จึงได้พยายามช่วยกันปฐมพยาบาลแต่ไม่ทันการ ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดขนมเข่งติดคอ ส่วนญาติผู้ตายไม่ติดใจไม่ขอส่งศพชันสูตร ก่อนเตรียมทำพิธีบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป
-ไทยรัฐ-
เป็นไปตามความคาดหมาย “หลินปิง” นำโด่ง จากผลโหวตไปรษณียบัตรกว่า 14 ล้านฉบับ ขณะที่ “แพนด้าน้อย” เตรียมฟิตร่างกายให้สมบูรณ์ อวดโฉมนักท่องเที่ยวในงาน “คนไทยยินดีลูกหมีได้ชื่อ” …
แพนด้าน้อย ได้ชื่อแล้ว “หลินปิง” เข้าวินตามความคาดหมาย ผลโหวตไปรษณียบัตรตั้งชื่อนำโด่งกว่า 14 ล้านฉบับจากยอดคัดแยกแล้ว 20 ล้านฉบับ เผยยอดจำหน่ายรวมสูงถึง 29 ล้านฉบับ องค์การสวนสัตว์ฯจะได้เงินส่วนแบ่งรายได้ไปเกือบ 60 ล้านบาท ขณะที่แพนด้าน้อยนางเอกของงานสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์สุดขีด พร้อมอวดโฉมความน่ารักให้นักท่องเที่ยวชื่นชมในงาน “คนไทยยินดีลูกหมีได้ชื่อ” แน่นอน
แพนด้าน้อย ยังพราวเสน่ห์ยิ่งโตยิ่งน่ารัก นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศยังคงแห่กันเข้าชมอย่างล้นหลามในช่วง วันหยุดโดยจุดที่ได้รับความสนใจที่สุดก็ยังคงเป็นส่วนจัดแสดงแพนด้าที่ในวัน ที่ 8 ส.ค.โดยทาง
วานนี้(8ส.ค.) นายประเสริฐศักดิ์ บุญตระกูลพูนทวี หัวหน้าโครงการวิจัยและส่วนจัดแสดงแพนด้าในประเทศไทยพร้อมทั้งสัตวแพทย์หญิง กรรณิการ์ นิ่มตระกูล สัตวแพทย์ประจำตัวแพนด้าพร้อมทีมวิจัยได้แยกตัวแพนด้าน้อยออกจากหลินฮุ่ย เพื่อนำมาตรวจสุขภาพบนเตียงในห้องคลินิก โดยมีนายโสภณ ดำนุ้ย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายดำรง พุฒตาล เจ้าของนิตยสารคู่สร้างคู่สมมาร่วมสังเกตการณ์ ใช้เวลาตรวจประมาณ 30 นาทีโดยนายโสภณได้เข้าไปลูบไล้แพนด้าน้อยอย่างเอ็นดูเพราะไม่ได้เห็นมานาน นับเดือน
นายโสภณ กล่าวถึงผลการตรวจสุขภาพลูกแพนด้าว่า สุขภาพโดยรวมของทั้งแม่ลูกแพนด้าสมบูรณ์แข็งแรงดี ในส่วนของแพนด้าน้อย ซึ่งขณะนี้มีอายุ 72 วัน ชั่งน้ำหนักตัวได้ที่ 4,615กรัม ความยาวลำตัว 55 เซนติเมตร รอบอก 42 เซนติเมตร รอบพุง 46 เซนติเมตร ขาหน้ายาว 21 เซนติเมตร ขาหลัง 20 เซนติเมตร จากการสัมผัสลำตัวพบว่าแน่นและหนักมาก มีการดิ้นและลืมตาได้ดี ส่วนหูนั้นเพิ่งเริ่มพัฒนาการได้ยินเพียง 2 วันต้องรออีกสักระยะจึงจะได้ยินชัดสมบูรณ์ บริเวณเหงือกมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนคาดว่าฟันล่างคงจะงอกขึ้นในเร็วๆนี้ ส่วนขนของแพนด้าน้อยนั้นเนื่องจากหลินฮุ่ยเลียลูกบ่อยจึงทำให้ขนมีสีเข้ม หากหลินฮุ่ยลดการเลียตัวลูกน้อยลง ในอนาคตขนที่เป็นสีโค้กออกน้ำตาลเข้มของแพนด้าน้อยก็จะขาวขึ้น
นายโสภณ กล่าวถึงการเตรียมจัดกิจกรรมงาน “คนไทยยินดีลูกหมีได้ชื่อ” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 ส.ค.และในวันที่10 ส.ค.ประกาศผลตั้งชื่อแพนด้าน้อยผ่านไปรษณียบัตรที่กรุงเทพฯ และวันที่ 12 ส.ค.นี้ จัดเลี้ยงมอบรางวัลที่สวนสัตว์เชียงใหม่ซึ่งกิจกรรมจะมีทั้งดนตรีในสวน จัดการแสดงสี่ภาค ที่ขาดไม่ได้คือรำมโนราห์แก้บนที่ผสมพันธุ์แพนด้าสำเร็จจนได้แพนด้าน้อยออก มา ที่สำคัญจะเปิดให้ประชาชนได้เข้ามาดูลูกแพนด้าผ่านกระจกรวม 5 วันติดกัน ซึ่งทีมสัตวแพทย์จะดูแลอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี ทั้งนี้การที่นำลูกแพนด้าออกมาดูบ่อยครั้งในช่วงนี้จะไม่ส่งผลเสียอะไร อย่างไรก็ตามหากมีสิ่งผิดปกติใดๆเกิดขึ้น เช่นหากแยกบ่อยทำให้แม่หลินฮุ่ยหงุดหงิดหรือเกิดความกังวลห่วงใยลูก จะสั่งหยุดโชว์ทันทีโดยยึดความปลอดภัยเป็นหลัก แต่จากการดูแลจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความผิดปกติใดๆ
สำหรับไปรษณียบัตร ประกวดตั้งชื่อลูกแพนด้า ซึ่งหมดเขตส่งการโหวตมาตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่ายอดจำหน่ายไปรษณียบัตรทั่วประเทศ จำหน่าย ได้ประมาณ 29 ล้านฉบับ จากยอดพิมพ์ 30 ล้านฉบับ ทั้งนี้ จะมีการแบ่งรายได้จากการจำหน่ายไปรษณียบัตร ให้กับองค์การสวนสัตว์ฯ ฉบับละ 2 บาท ทำให้จะมียอดเงินสูงเกือบ 60 ล้านบาท ส่วนการคัดแยกไปรษณียบัตร ขณะนี้คัดแยกไปได้แล้ว 20 ล้านฉบับ ในจำนวนนี้เป็นการโหวตชื่อ “หลินปิง” ประมาณ 14 ล้านฉบับ ซึ่งช่วงค่ำวันที่ 8 ส.ค. ภายในโกดังคลังสินค้า บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์จะนำไปรษณียบัตรทั้งหมดมาร่อนลงตะแกรงให้คละกัน เพื่อกระจายโอกาสในการลุ้นรางวัล จากนั้นวันนี้ (9 ส.ค.) จะแยกกองออกเป็น 4 กอง ตามชื่อแพนด้าที่ให้โหวต 4 ชื่อคือ หลินปิง, ขวัญไทย, ไทจีน และหญิงหญิง เพื่อรอจับสลากมอบรางวัลแก่ผู้โชคดี กำหนดพิธีจับไปรษณียบัตรในวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. เวลา 15.00 น.
-ไทยรัฐ-
นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ พอใจที่กรมการค้าภายในปรับแก้ไขราคาสุกรให้ราคาต่างกันตามสภาพพื้นที่ ฝากรัฐบาลว่า ควรปล่อยราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด ไม่จำเป็นต้องควบคุมราคาหรือให้มีการนำเข้าสุกร
นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เป็นประธานการประชุมสมาชิกผู้เลี้ยงสุกร 14 จังหวัดภาคใต้ที่โรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช กล่าวเมื่อวันที่ 21 ก.ค.ว่า หลังจากที่กรมการค้าภายในแก้ไขราคาจำหน่ายสุกรของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ปริมณฑล กับ ต่างจังหวัด ให้มีส่วนต่างกัน โดยในภาคใต้กำหนดให้ราคาสุกรมีชีวิต 64 บาทต่อกิโลกรัม สุกรชำแหละ 74 บาท และขายปลีก 115-125 บาท เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่แตกต่างกัน สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้เห็นว่า มีความเป็นธรรมกับผู้เลี้ยงสุกรมากขึ้น เพราะการเลี้ยงสุกรในภาคใต้ มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าภาคกลางมาก หลังจากสมาชิกได้รับฟังคำชี้แจงแล้ว มีความเข้าใจและมีความพอใจในระดับหนึ่ง
นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ กล่าวต่อว่า สำหรับภาคใต้ เป็นเขตปลอดโรค สามารถเคลื่อนย้ายสุกรได้ทุกจังหวัดในภาคใต้ ยกเว้นการขนย้ายสุกรจากภาคกลางที่เป็นเขตโรคระบาด หากจะขนย้ายลงมาในภาคใต้ จะต้องมีการควบคุมโรคให้ดี ขอฝากไปยังรัฐบาลว่า ผู้เลี้ยงสุกรขาดทุนมาเป็นเวลา 30 เดือนแล้ว ตั้งแต่ปี 2549-2552 จึงไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมราคา ควรปล่อยให้เป็นไปโดยเสรี เพราะในภาคใต้ในช่วงไตรมาสที่ 4 จะมีปัญหาเรื่องฝนตก น้ำท่วม ทำให้ปริมาณการบริโภคสุกรตกลงไปและประกอบกับมีอาหารทะเลมากขึ้นด้วย จะทำให้เนื้อสุกรเพิ่มขึ้นที่ขาดแคลนเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นจะต้องเข้ามาควบคุมหรือนำเข้าสุกรจากภาคอื่นเข้ามา เพราะถ้าราคาดีผู้เลี้ยงสุกรรายเดิมจะเข้ามาผลิตเพิ่มเติม แต่เมื่อราคาดีแล้วรัฐเข้าไปควบคุมราคา ในอนาคตสุกรจะขาดตลาดไปอีกนาน นอกจากนี้ ขอฝากไปถึงสมาชิกผู้เลี้ยงสุกรว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน ขอให้ระวังโรคให้ดีโดยเฉพาะโรคปากเท้าเปื่อยที่อาจจะติดมาจากวัว และโรคท้องเสีย ประกอบกับในช่วงนี้ประสบปัญหาวัคซีนขาดตลาด แต่ปัญหาเริ่มคลี่คลายแล้ว
-ไทยรัฐ-