คลังเก็บ

คลังเก็บสำหรับหมวดหมู่ ‘ข่าวเศรษฐกิจ/การเงิน’

ร้านสะดวกซื้อ-ตลาดนัดทำร้านค้าปลีกจุก ครึ่งปีปิดตัวแล้ว 9 พันราย!

กันยายน 21st, 2009 admin ไม่มีความเห็น

สสว.ร้องรัฐช่วยร้านค้าส่งและค้าปลีก หวั่นตลาดเปิดท้ายขายของและร้านสะดวกซื้อขยายตัวคลุมทุกพื้นที่ ทำร้านขายส่ง-ค้าปลีกปิดกิจการ ระบุแค่ครึ่งปีแรก ปิดไปแล้ว 9,000 ราย..

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ว่า ขณะนี้ สสว. เป็นห่วงสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอี ประเภทร้านค้าส่งและค้าปลีกมาก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจส่งผลให้จำหน่ายสินค้าได้ลำบาก รวมถึงคู่แข่งในตลาดเดียวกันขยายกิจการเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทั้งร้านสะดวกซื้อในลักษณะของแฟรนไชส์, ร้านอิสระ, ตลาดนัด, ตลาดเปิดท้ายขายของ และกลุ่มยี่ปั๊วหันมาขายปลีกเพื่อความอยู่รอด ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี ร้านค้าส่งและค้าปลีกในระบบปิดกิจการแล้ว 9,000 ราย คิดเป็น 39% ของเอสเอ็มอีที่ปิดกิจการทั้งหมด และยังพบว่าร้านโมเดิร์นเทรดยังมีกลยุทธ์การแข่งขันที่ได้เปรียบกว่า เช่น ลดราคาสินค้าสูงถึง 50-70% หรือให้สมัครสมาชิกเพื่อสะสมแต้มลดราคา, มีระบบบัตรเครดิต, แลกซื้อของขวัญ, จัดนาทีทอง, การอนุญาตให้นำสินค้าที่มีตำหนิมาคืนได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ สสว.ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง เช่น ออกกฎควบคุมเพิ่มเติม แม้บางกฎอาจขัดต่อความต้องการของผู้บริโภค แต่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศและสังคมในระยะยาว เพราะหากปล่อยให้ร้านดิสเคาน์สโตร์หรือร้านสะดวกซื้อขยายสาขามากกว่านี้ อาจส่งผลให้ผู้บริโภคถูกครอบงำด้วยระบบบริโภคนิยม จนก่อให้เกิดหนี้สินและปัญหาอื่นตามมา พร้อมทั้งรัฐบาลควรหามาตรการช่วยเหลือแหล่งเงินทุน เพราะเอสเอ็มอีทั้งระบบยังขาดแคลนเงินในการพัฒนาธุรกิจรวมถึงร้านค้าปลีก จึงไม่สามารถแข่งขัน รวมถึงต้องเร่งพัฒนาสินค้า เนื่องจากสินค้าอาจไม่สดใหม่และไม่หลากหลาย รวมถึงเป็นร้านขนาดเล็กมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถซื้อสินค้าทุกยี่ห้อ ที่สำคัญยังราคาแพงกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฉพาะเดือน พ.ค. ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกได้ปิดกิจการมากถึง 4,500 แห่ง นอกจากจะมีการขยายตัวของคู่แข่งแล้ว ผลการศึกษาพบว่าพฤติกรรมกลุ่มลูกค้าของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมได้เปลี่ยนไป บริโภคสินค้าในร้านค้าปลีกและร้านค้าส่งสมัยใหม่ ทำให้ลูกค้าร้านค้าส่งแบบดั้งเดิมลดลงมาก ขณะที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ในเมืองมีงานรัดตัว และปัญหาการจราจรติดขัด ทำให้มีเวลาไปจับจ่ายซื้อของน้อยครั้งลง จึงนิยมไปจ่ายตลาดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และต้องการห้างร้านที่มีสินค้าค่อนข้างครบทุกชนิด นอกจากนี้ ร้านรายย่อยยังขาดความรู้ด้านบริหารจัดการ เพราะส่วนใหญ่เป็นร้านค้าที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ จึงมักได้รับมรดกของการทำธุรกิจแบบเก่า ซึ่งต่างจากร้านสะดวกซื้อหรือห้างขนาดใหญ่ ที่มีระบบการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบคอมพิวเตอร์

นายภักดิ์ ทองส้ม รักษาการผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า สสว.มีนโยบายช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี โดยการปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้ทำธุรกิจต่อได้ ทั้งการพัฒนาสินค้า บริหารจัดการองค์กร และการตลาด ขณะที่ปัญหาของร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ขาดการรวมตัวและอำนาจต่อรองกับผู้ผลิต จึงไม่มีโอกาสได้ส่วนลดที่ต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าแพงกว่าห้างขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ปัญหาที่มีผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทยคือความผันผวนของราคาน้ำมันที่มีแนวโน้ม สูงขึ้น, ความไม่สงบทางการเมืองจนทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น, เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ปัจจัยบวกที่จะช่วยเอสเอ็มอีมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล “จุดแข็งของร้านค้าปลีกคือตั้งกระจายตัวใกล้บ้านลูกค้า เช่น ที่ปากซอยหรือในซอยที่เป็นแหล่งชุมชน ต่างจากทำเลของห้างส่วนใหญ่จะอยู่ห่างจากที่พักของผู้ซื้อ รวมถึงเจ้าของร้านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า หากพัฒนาจุดได้เปรียบให้เป็นโอกาสเชื่อว่าร้านค้ายังคงดำเนินกิจการได้ยั่งยืน”

-ไทยรัฐ-

แบงก์ชาติรับวันนี้ค่าเงินแข็งสุดในรอบปี

กันยายน 16th, 2009 admin ไม่มีความเห็น

ธปท.ยอมรับค่าเงินบาทแข็งโป๊กในรอบ 1 ปี แตะ 33.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เหตุดอลลาร์อ่อนยวบ เงินทุนต่างชาติทะลักเข้าตลาดหุ้น และผู้ส่งออกแห่ขาย ยืนยันเข้าแทรกแซงดูแลตลาดอยู่แล้ว

วันนี้ (16 ก.ย.) นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน กล่าวว่า ดัชนีเศรษฐกิจของสหรัฐฯในช่วง1-2 วันนี้ปรับตัวดีขึ้นมาก ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และพร้อมจะรับความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้เงินสหรัฐไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอกเชีย ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ขณะที่ค่าเงินบาทนิ่งมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดค่อนข้างเบาบาง เมื่อมีเงินไหลเข้ามา ค่อนข้างมากกว่าปกติ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็ว โดยยอมรับว่าธปท.ได้เข้าไปแทรกแซงตลาด เพื่อดูแลค่าเงินไม่ให้ผันผวนและแข็งค่าเร็วเกินไป

“ไม่ใช่แต่ธปท .ที่เข้าไป ดูแลค่าเงิน ในช่วง1-2 วันนี้ แต่ทุกสกุลในภูมิภาคก็เข้าไปดูแลค่าเงินกันหมด เพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มองว่า ตลาดการเงินโลกยังมีความผันผวน และค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นยังมีแนวโน้มทั้ง 2 ทาง ที่จะแข็งค่าขึ้น หรืออ่อนค่าลงได้ ทั้งคู่ เพราะหากมีดัชนีของสหรัฐฯตัวใดปรับตัวเลวลงนักลงทุนสหรัฐฯก็จะเกิดความไม่ มั่นใจและเงินก็จะไหลกลับสหรัฐอีก” ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท. กล่าว

ด้าน นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ์ ผอ.อาวุโสฝ่ายตลาดการเงิน และบริหารทุนสำรอง กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อยู่ในระดับ 33.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงบ่ายของวานนี้ (16 ก.ย.) อยู่ในระดับที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบประมาณ 1 ปี อย่างไรก็ตาม ค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคได้แข็งค่าขึ้นใกล้เคียงกัน เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว และหากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง คงยากลำบากที่จะค่าเงินสกุลอื่นๆ จะอยู่นิ่งๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้เข้าไปดูแลตลาด และค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง และลดความผันผวนที่มีค่อนข้างสูง เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถที่จะแข่งขันได้ ขณะที่เหตุผลในประเทศที่ทำให้ค่าเงินบาทววันนี้ (16 ก.ย.) แข็งค่าขึ้น เป็นเพราะในช่วงที่ผ่านมา และวานนี้มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง และผู้ส่งออกเข้ามาขายเงินดอลลาร์ในตลาดเพื่อซื้อเงินบาทมากขึ้น

“เมื่อค่าเงินสหรัฐไหลลงเร็ว คงหนีไม่พ้นที่ค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วด้วย”นางสุชาดา กล่าว

-ไทยรัฐ-

ยอดลงทุน 7 เดือน ลด 19.2 % จ้างงานก็น้อย

สิงหาคม 9th, 2009 admin ไม่มีความเห็น

บีโอไอ เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 588 โครงการ ลดลง 19.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 701 ราย

วันที่ 8 ส.ค. มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ว่า ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 588 โครงการ ลดลง 19.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 701 ราย ขณะเดียวกันมูลค่าการลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 222,300 ล้านบาท ลดลง 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าการลงทุนรวม 234,700 ล้านบาท ส่วนจำนวนการจ้างงานอยู่ที่ 49,584 คน ลดลง 53.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 106,628 ราย

ในส่วนของเงินทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 43,500 ล้านบาท ลดลง 10.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ 48,100 ล้านบาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนต่างชาติ 11,800 ล้านบาท ลดลง 129% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ 27,100 ล้านบาท ส่วนทุนจดทะเบียนไทยอยู่ที่ 31,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ 21,000 ล้านบาท

สำหรับประเทศ ที่ยื่นขอรับโครงการลงทุนสูงสุดคือญี่ปุ่น 132 ราย รองลงมาเป็นสหภาพ ยุโรป สหรัฐ อเมริกา สิงคโปร์ ไต้หวัน และ ฮ่องกง ประเภทธุรกิจที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุดคือ ธุรกิจบริการและสาธารณูปโภค 212 โครงการ รองลงมาคือ ธุรกิจด้านเกษตรกรรมและผลผลิตจากการเกษตร และธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ และ เครื่องใช้ไฟฟ้า หากพิจารณาจากมูลค่าเงินลงทุนแล้ว พบว่า ธุรกิจบริการ และ สาธารณูปโภค มีเงินลงทุนสูงสุด 159,400 ล้านบาท รองลงมา คือ ธุรกิจด้านเกษตรกรรม และผลิตผลจากการเกษตร และธุรกิจผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง

-ไทยรัฐ-